1. การสกัดด้วยตัวทำละลาย (Solvent Extraction) แปลงการสกัดน้ำมันหอมระเหยโดยใช้ตัวทำละลายที่เหมาะสม เช่น แอลกอฮอล์ เฮกเซน หรืออีเทอร์ เพื่อดึงสารต่างๆ ในพืชออกมา ซึ่งการเลือกตัวทำละลายที่จะมาใช้ก็จะแตกต่างกันไป เนื่องสารละลายแต่ละชนิดมีความสามารถสกัดน้ำมันหอมระเหยจากตัวอย่างพืชได้ต่างกัน
วิธีการนี้เหมาะสำหรับ:
- พืชที่มีน้ำมันหอมระเหยอยู่ปริมาณน้อย
- พืชที่มีเนื้อเยื่อแข็ง
ข้อดี
- น้ำมันหอมที่ได้จะมีกลิ่นหอมที่ใกล้เคียงกับกลิ่นหอมจากวัตถุดิบจริง ๆ
ตัวอย่างพืชที่เหมาะสำหรับการสกัดด้วยตัวทำละลาย เช่น ดอกมะลิ ดอกบัว หรือกุหลาบ
2. การสกัดโดยการบีบหรืออัด (mechanical expression) เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการสกัดน้ำมันหอมระเหย จากการบีบอัดตัวอย่างวัตถุดิบให้น้ำมันที่อยู่ในเปลือกของผลไม้ไหลออกมา แต่น้ำมันที่ได้จะมีปริมาณน้อยและไม่ค่อยบริสุทธ์ เหมาะสำหรับวัตถุดิบที่มีเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง วิธีนี้เหมาะกับน้ำมันหอมระเหยบางชนิดซึ่งจะสลายตัวได้เมื่อถูกความร้อนจึงใช้การบีบน้ำมันแทนการกลั่น
วิธีการนี้เหมาะสำหรับ:
- พืชที่มีน้ำมันหอมระเหยอยู่มาก มีเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง
- พืชที่มีเนื้อเยื่อที่อ่อนนุ่ม
ข้อดี
- ได้น้ำมันหอมระเหยที่มีคุณภาพสูง
- คงกลิ่นหอมและสรรพคุณของน้ำมันหอมระเหยได้ดี
- ปลอดภัย ไม่ทิ้งสารเคมีตกค้าง
- เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ตัวอย่างพืชที่เหมาะสำหรับการสกัดด้วยตัวทำละลาย เปลือกของผลไม้ตระกูลซิตรัส เช่น ส้ม มะนาว เลมอน มะกรูด
3. การสกัดโดยใช้ไขมัน (อองเฟลอราจ-Enfleurage) เป็นวิธีการสกัดด้วยไขมันสัตว์หรือน้ำมันพืชโดยใช้กับกลีบดอกไม้บาง ๆ ซึ่งเป็นเทคนิคเก่าแก่ของชาวฝรั่งเศส โดยการใช้น้ำมันหรือไขมันที่ไม่มีกลิ่นเป็นตัวดูดซับน้ำมันที่ระเหยออกมาจากกลีบดอกไม้ โดยวิธีนี้ไขมันที่ใช้ต้องสะอาดปราศจากกลิ่นและมีความแข็งแรงพอเหมาะ ถ้าแห้งไปจะดูดกลิ่นไม่ดี แต่ถ้านิ่มเกินไปจะเอาดอกไม้ออกยาก
วิธีการนี้เหมาะสำหรับ:
- ดอกไม้ที่มีกลีบบอบบาง
- ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม
ข้อดี
- ได้น้ำมันหอมระเหยที่มีกลิ่นหอมละมุน
- คงกลิ่นหอมและสรรพคุณของน้ำมันหอมระเหยได้ดี
- ไม่ใช้ความร้อน
ตัวอย่างพืชที่เหมาะสำหรับการสกัดด้วยตัวทำละลาย ดอกไม้ที่มีกลีบบอบบาง เช่น กุหลาบ ดอกส้ม มะลิ ซ่อนกลิ่น
4. การกลั่นด้วยไอน้ำ (Steam distillation) เป็นวิธีการสกัดน้ำมันหอมระเหยที่นิยมใช้มากที่สุด เป็นการกลั่นด้วยไอน้ำกับตัวอย่างพืชที่มีการสลายตัวของสารได้ง่าย โดยใช้ความร้อนจากไอน้ำเพื่อแยกน้ำมันหอมระเหยออกจากพืช โดยไม่ต้องใช้ตัวทำละลาย ผ่านไอน้ำไปบนสมุนไพร ไอน้ำจะพาเอาน้ำมันหอมระเหย ไปยัง Condenser แล้วกันตัวน้ำมันจะแยกตัวออกจากน้ำในภายหลัง
วิธีการนี้เหมาะสำหรับ:
- พืชชนิดต่างๆ ทั้งที่มีน้ำมันหอมระเหยอยู่มากและน้อย
- พืช สมุนไพรที่ทนความร้อนจากใบ ราก เปลือกไม้และยางไม้
- เหมาะสำหรับการสกัดน้ำมันหอมระเหยในปริมาณมาก
ข้อดี
- ได้น้ำมันหอมระเหยที่มีกลิ่นหอมละมุน
- คงกลิ่นหอมและสรรพคุณของน้ำมันหอมระเหยได้ดี
- เป็นวิธีที่สะดวก ค่าใช้จ่ายไม่สูง และใช้เวลาไม่นาน
- ไม่ใช้ความร้อน
ตัวอย่างพืชที่เหมาะสำหรับการสกัดด้วยตัวทำละลาย น้ำมันยูคาลิปตัส, น้ำมันมะกรูด, น้ำมันอบเชย, น้ำมันตะไคร้หอม, น้ำมันลาเวนเดอร์
5. การกลั่นด้วยน้ำ (Water distillation) เป็นวิธีการกลั่นน้ำมันหอมระเหย จากสมุนไพร ที่ไม่สลายเมื่อถูกความร้อน โดยทำการต้มกับน้ำโดยตรง เมื่อน้ำเดือดระเหยเป็นไอ ไอน้ำจะช่วยพาน้ำมันหอมระเหยที่อยู่ในเนื้อเยื่อของพืชออกมาพร้อมกัน
วิธีการนี้เหมาะสำหรับ:
- พืชที่ทนความร้อนได้ดี
- พืชที่มีเนื้อเยื่อแข็ง เนื่องจากพืชที่มีเนื้อเยื่ออ่อนนุ่มอาจเสียหายจากความร้อน during distillation
- พืชที่มีน้ำมันหอมระเหยอยู่มาก
ข้อดี
- ได้น้ำมันหอมระเหยที่มีคุณภาพสูง มีความบริสุทธิ์ 100%
- คงกลิ่นหอมและสรรพคุณของน้ำมันหอมระเหยได้ดี
- ปลอดภัย ไม่ทิ้งสารเคมีตกค้าง
ตัวอย่างพืชที่เหมาะสำหรับการสกัดด้วยตัวทำละลาย เหมาะกับพืชหลายชนิด เช่น กุหลาบ อบเชย กานพลู ข่า ตะไคร้ เป็นต้น