คำอธิบาย

สารสกัดในระบบอิมัลชัน (Emulsion Extract) เป็นกลุ่มสารสกัดที่ใช้ระบบ Lipid-Water Carrier เพื่อนำส่งสารออกฤทธิ์ที่มีคุณสมบัติละลายในไขมัน (Lipid-Soluble Active) ในรูปแบบที่ละลายในน้ำ ครอบคลุม Nano-emulsion (ขนาดอนุภาค < 200 nm) Micro-emulsion (ขนาดอนุภาค 10-100 nm) Self-Emulsifying Drug Delivery System (SEDDS) Liposome และ Solid Lipid Nanoparticle (SLN) เป็นเทคโนโลยีนำส่งสารที่ตอบโจทย์ Bioavailability และ Stability ของสารออกฤทธิ์ที่มีปัญหาด้านการละลาย

ความท้าทายของสารสกัดในระบบอิมัลชันคือเสถียรภาพทางกายภาพของระบบที่อาจเกิดการแยกชั้น การรวมตัวของอนุภาค (Coalescence) การกลั่นตัวของอนุภาคเล็กไปเป็นอนุภาคใหญ่ (Ostwald Ripening) การตกตะกอน (Sedimentation) และการเปลี่ยนแปลงของขนาดอนุภาค ซึ่งล้วนส่งผลต่อ Bioavailability และประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์

บริการของ TIBD ออกแบบเฉพาะสำหรับสารสกัดในระบบอิมัลชัน ครอบคลุมการวัดขนาดอนุภาค (Particle Size, Z-Average, Polydispersity Index: PdI) ค่า Zeta Potential ค่า pH ค่าความหนืด การประเมินการแยกชั้น Encapsulation Efficiency (EE%) Drug Release Profile ปริมาณสารออกฤทธิ์ด้วย โครมาโทกราฟีของเหลวสมรรถนะสูง (HPLC) ภายใต้สภาวะ ASEAN Zone IVb ร่วมกับ VISBIO ผู้ตรวจสอบอิสระ (Independent Quality Assurance Verifier: IQAV)

สารสกัดในระบบอิมัลชันคืออะไร และประเภทของระบบนำส่ง

ระบบอิมัลชันสำหรับสารสกัดแบ่งเป็นกลุ่มย่อยตามลักษณะทางเทคนิค

  • Macro-emulsion (Conventional Emulsion) มีขนาดอนุภาค 1-100 ไมโครเมตร ลักษณะขุ่น ใช้ในเครื่องสำอางทั่วไปและผลิตภัณฑ์ Topical
  • Micro-emulsion มีขนาดอนุภาค 10-100 nm ลักษณะใส เกิดขึ้นได้เองเมื่อผสม Surfactant และ Co-surfactant ในอัตราส่วนที่เหมาะสม เสถียรทางเทอร์โมไดนามิกส์ ใช้ในระบบ SEDDS
  • Nano-emulsion มีขนาดอนุภาค 20-200 nm ลักษณะใสถึงโปร่งแสง ผลิตด้วย High-Pressure Homogenization, Ultrasonication หรือ Microfluidization เสถียรทางจลนศาสตร์แต่ไม่เสถียรทางเทอร์โมไดนามิกส์
  • Self-Emulsifying Drug Delivery System (SEDDS) เป็นระบบของผสม Oil-Surfactant-Co-surfactant ที่ฟอร์มอิมัลชันได้เอง เมื่อสัมผัสกับน้ำในทางเดินอาหาร นิยมใช้ในแคปซูลอ่อนสำหรับสารออกฤทธิ์ Lipophilic เช่น Coenzyme Q10, Vitamin D, CBD
  • Liposome เป็น Vesicle ที่ประกอบด้วย Phospholipid Bilayer ห่อหุ้มสารออกฤทธิ์ ขนาด 50-500 nm ใช้ใน Cosmeceutical Premium และ Pharmaceutical
  • Solid Lipid Nanoparticle (SLN) และ Nanostructured Lipid Carrier (NLC) เป็นระบบนำส่งที่ใช้ไขมันแข็งหรือไขมันผสม ห่อหุ้มสารออกฤทธิ์ ใช้ใน Cosmeceutical และ Topical Pharmaceutical
บริการทดสอบความคงตัวสารสกัดในระบบอิมัลชัน (Emulsion Extract Stability)

ความท้าทายเฉพาะของระบบอิมัลชันในเขตร้อนชื้น

ระบบอิมัลชันในเขตร้อนชื้น ASEAN Zone IVb เผชิญความท้าทายเฉพาะ

ความท้าทายแรก คือ การแยกชั้น (Phase Separation) ระบบอิมัลชันเป็นระบบที่ไม่เสถียรทางเทอร์โมไดนามิกส์ ความสามารถในการคงรูปขึ้นกับ Emulsifier และระบบ Stabilizer ที่ใช้ ความร้อนในเขตร้อนชื้นเร่งการเคลื่อนที่ของอนุภาค ทำให้อิมัลชันแยกเร็วขึ้น

ความท้าทายที่สอง คือ การรวมตัวของอนุภาค (Coalescence) ที่อนุภาคเล็กรวมตัวเป็นอนุภาคใหญ่ ส่งผลต่อขนาดอนุภาคเฉลี่ยและความใส

ความท้าทายที่สาม คือ  Ostwald Ripening ที่อนุภาคใหญ่ขยายตัวจากการละลายของอนุภาคเล็ก ผ่านกลไกการแพร่ของสารผ่านเฟสน้ำ การประเมินการเปลี่ยนแปลงของขนาดอนุภาคในระยะยาวบ่งชี้ภาวะนี้

ความท้าทายที่สี่ คือ การตกตะกอน (Sedimentation) หรือการลอยตัว (Creaming) ของอนุภาคที่มีความหนาแน่นต่างจากเฟสน้ำ ที่อาจเกิดในระยะยาว

ความท้าทายที่ห้า คือ การเปลี่ยนแปลงของ Zeta Potential ที่บ่งชี้เสถียรภาพของระบบ การลดลงของ Absolute Value ของ Zeta Potential บ่งชี้ระบบที่เริ่มไม่เสถียร

ความท้าทายที่หกคือการเสื่อมของสารออกฤทธิ์ที่อยู่ภายใน Carrier เนื่องจากการเข้าถึงของออกซิเจน แสง หรือน้ำที่อาจซึมผ่านระบบ การประเมินปริมาณสารออกฤทธิ์ที่จุดเก็บตัวอย่างต่าง ๆ บ่งชี้ประสิทธิภาพของระบบนำส่ง

ความท้าทายเฉพาะของระบบอิมัลชันในเขตร้อนชื้น

ระบบอิมัลชันในเขตร้อนชื้น ASEAN Zone IVb เผชิญความท้าทายเฉพาะ

ความท้าทายแรก คือ การแยกชั้น (Phase Separation) ระบบอิมัลชันเป็นระบบที่ไม่เสถียรทางเทอร์โมไดนามิกส์ ความสามารถในการคงรูปขึ้นกับ Emulsifier และระบบ Stabilizer ที่ใช้ ความร้อนในเขตร้อนชื้นเร่งการเคลื่อนที่ของอนุภาค ทำให้อิมัลชันแยกเร็วขึ้น

ความท้าทายที่สอง คือ การรวมตัวของอนุภาค (Coalescence) ที่อนุภาคเล็กรวมตัวเป็นอนุภาคใหญ่ ส่งผลต่อขนาดอนุภาคเฉลี่ยและความใส

ความท้าทายที่สาม คือ  Ostwald Ripening ที่อนุภาคใหญ่ขยายตัวจากการละลายของอนุภาคเล็ก ผ่านกลไกการแพร่ของสารผ่านเฟสน้ำ การประเมินการเปลี่ยนแปลงของขนาดอนุภาคในระยะยาวบ่งชี้ภาวะนี้

ความท้าทายที่สี่ คือ การตกตะกอน (Sedimentation) หรือการลอยตัว (Creaming) ของอนุภาคที่มีความหนาแน่นต่างจากเฟสน้ำ ที่อาจเกิดในระยะยาว

ความท้าทายที่ห้า คือ การเปลี่ยนแปลงของ Zeta Potential ที่บ่งชี้เสถียรภาพของระบบ การลดลงของ Absolute Value ของ Zeta Potential บ่งชี้ระบบที่เริ่มไม่เสถียร

ความท้าทายที่หกคือการเสื่อมของสารออกฤทธิ์ที่อยู่ภายใน Carrier เนื่องจากการเข้าถึงของออกซิเจน แสง หรือน้ำที่อาจซึมผ่านระบบ การประเมินปริมาณสารออกฤทธิ์ที่จุดเก็บตัวอย่างต่าง ๆ บ่งชี้ประสิทธิภาพของระบบนำส่ง

พารามิเตอร์การทดสอบ: Particle Size, PdI, Zeta Potential

โปรโตคอลของ TIBD ครอบคลุมพารามิเตอร์เฉพาะสำหรับระบบอิมัลชัน

  • ขนาดอนุภาคเฉลี่ย (Particle Size, Z-Average) วัดด้วย Dynamic Light Scattering (DLS) ค่าที่กำหนดต้องคงที่ตลอดอายุการเก็บรักษา การเพิ่มขึ้นเกิน 20% บ่งชี้การรวมตัวของอนุภาค
  • ดัชนีการกระจายตัว (Polydispersity Index: PdI) วัดความสม่ำเสมอของขนาดอนุภาค ค่าที่ยอมรับได้สำหรับ Nano-emulsion ไม่เกิน 0.3 ค่า PdI ที่เพิ่มขึ้นบ่งชี้การเกิดอนุภาคขนาดต่าง ๆ
  • ค่า Zeta Potential วัดด้วย Electrophoretic Light Scattering (ELS) ค่าที่บ่งชี้เสถียรภาพอยู่ที่ Absolute Value มากกว่า ±30 mV ระบบที่มี Zeta Potential ต่ำกว่านี้มีแนวโน้มที่จะรวมตัวกัน
  • ค่า pH ของระบบต้องคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงเกิน ±0.5 หน่วย
  • ค่าความหนืด (Viscosity) วัดด้วย Viscometer หรือ Rheometer การเปลี่ยนแปลงเกิน 20% บ่งชี้การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างระบบ
  • ความใส (Turbidity / Optical Clarity) วัดด้วย Turbidimeter หรือ Spectrophotometer การเพิ่มขึ้นของ Turbidity บ่งชี้การรวมตัวของอนุภาค
  • การประเมินการแยกชั้นด้วยการ Centrifugation Test ที่ความเร็วและเวลาที่กำหนด เป็นการประเมินเร่งสำหรับเสถียรภาพในระยะยาว

การประเมิน Encapsulation Efficiency และ Drug Release

การประเมิน Encapsulation Efficiency (EE%) วัดสัดส่วนของสารออกฤทธิ์ที่ถูก Encapsulate ในระบบอิมัลชัน เทียบกับปริมาณรวมที่ใส่ในสูตร

  • วิธีการวัด EE% ใช้การแยกสารออกฤทธิ์ที่อยู่ใน Carrier และในเฟสน้ำด้วย Ultrafiltration, Centrifugation, หรือ Dialysis ตามด้วยการวิเคราะห์ปริมาณด้วย HPLC
  • การประเมิน Drug Loading (DL%) วัดปริมาณสารออกฤทธิ์ที่ Encapsulate เทียบกับน้ำหนักของ Carrier ค่า DL% ที่สูงบ่งชี้ระบบที่มีประสิทธิภาพการนำส่งสูง
  • การประเมิน Drug Release Profile ใช้ระบบ Dialysis Bag Method หรือ Franz Diffusion Cell เพื่อจำลองการปลดปล่อยของสารออกฤทธิ์ในสภาวะที่จำลองทางสรีรวิทยา
  • สำหรับสารสกัดที่ใช้ในระบบ Oral Delivery การประเมิน In-vitro Dissolution Test ในตัวกลางที่จำลองทางเดินอาหาร (Simulated Gastric Fluid, Simulated Intestinal Fluid) เป็นเงื่อนไขสำคัญ
  • สำหรับสารสกัดที่ใช้ในระบบ Topical การประเมิน Skin Permeation Test ผ่าน Franz Diffusion Cell ด้วย Synthetic Membrane หรือ Excised Skin บ่งชี้ Bioavailability ของระบบ

การวิเคราะห์ปริมาณสารออกฤทธิ์ในระบบอิมัลชัน

การวิเคราะห์ Marker Compound ใช้ HPLC ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับสารและระบบ Carrier

  • Curcuminoids ใน Curcumin Nano-emulsion ใช้ HPLC ที่มี UV Detector ที่ความยาวคลื่น 425 nm Stability Indicating Method ที่แยก Curcumin, Demethoxycurcumin, Bisdemethoxycurcumin และผลิตภัณฑ์การเสื่อมที่อาจเกิด
  • Coenzyme Q10 ใน Q10 SEDDS ใช้ HPLC ที่มี UV Detector ที่ความยาวคลื่น 275 nm หรือ Electrochemical Detector
  • Vitamin D3 ใน Vitamin D3 Nano-emulsion ใช้ HPLC ที่มี UV Detector ที่ความยาวคลื่น 265 nm Stability Indicating Method ที่แยก Vitamin D3 และ Pre-Vitamin D3
  • Astaxanthin ใน Astaxanthin Liposome ใช้ HPLC ที่มี Photodiode Array Detector วัดที่ความยาวคลื่น 478 nm Stability Indicating Method ที่แยก Cis-Trans Isomer
  • CBD ใน CBD Nano-emulsion ใช้ HPLC ที่มี Photodiode Array Detector ที่ความยาวคลื่น 220 nm Stability Indicating Method ที่แยก CBD, CBDA, CBN, THC
  • Resveratrol ใน Resveratrol Nano-emulsion ใช้ HPLC ที่มี UV Detector ที่ความยาวคลื่น 306 nm
  • Quercetin ใน Quercetin Nano-emulsion ใช้ HPLC ที่มี UV Detector ที่ความยาวคลื่น 370 nm
  • ปริมาณสารออกฤทธิ์ต้องไม่ต่ำกว่า 90% ของค่าที่ระบุบนฉลากตลอดอายุการเก็บรักษา

สภาวะการทดสอบและตารางการเก็บตัวอย่าง

โปรโตคอลใช้สภาวะตาม ICH Q1A(R2) สำหรับ ASEAN Zone IVb พร้อมเพิ่มสภาวะเฉพาะสำหรับระบบอิมัลชัน

  • Long-term Stability ที่ 30°C / 75% RH ระยะเวลาขั้นต่ำ 24 เดือน Accelerated Stability ที่ 40°C / 75% RH ระยะเวลา 6 เดือน
  • Cycling Test ระหว่าง 4°C และ 45°C โดยทำ 3-6 รอบ บ่งชี้ภาวะที่ระบบอาจเสื่อมจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิในระหว่างขนส่ง
  • Centrifuge Test ที่ 3,000-5,000 rpm เป็นเวลา 30 นาที เป็นการประเมินเร่งสำหรับเสถียรภาพทางกายภาพ
  • จุดเก็บตัวอย่างมาตรฐานอยู่ที่เดือน 0, 1, 3, 6, 9, 12, 18, 24 สำหรับการทดสอบระยะยาว และเดือน 0, 1, 2, 3, 6 สำหรับการทดสอบแบบเร่ง
  • สำหรับระบบ Liposome และ Nanoparticle เพิ่มสภาวะ Cool Storage ที่ 5°C ± 3°C สำหรับการศึกษาระยะยาวเพิ่มเติม
บริการทดสอบความคงตัวสารสกัดในระบบอิมัลชัน (Emulsion Extract Stability)

การออกแบบสูตรอิมัลชันที่เสถียรในระยะยาว

การออกแบบสูตรอิมัลชันที่เสถียรในเขตร้อนชื้นเริ่มจากการเลือก Emulsifier System ที่เหมาะสม

  • ระบบ Emulsifier ที่นิยมใช้รวม Polysorbate 80, Polysorbate 20, Lecithin, Sucrose Ester, Sodium Caseinate, Whey Protein Isolate การเลือกขึ้นกับลักษณะของสารออกฤทธิ์และตลาดเป้าหมาย
  • ระบบ Co-surfactant เช่น Glycerin, Propanediol, Ethanol ช่วยลดแรงตึงผิวระหว่าง Phase และเพิ่มความเสถียรของระบบ
  • ระบบ Stabilizer เช่น Xanthan Gum, Carrageenan, Pectin, Hydrocolloid ช่วยเพิ่มความหนืดของเฟสน้ำและลดอัตราการตกตะกอนของอนุภาค
  • การควบคุมขนาดอนุภาคในกระบวนการผลิตด้วย High-Pressure Homogenization (>500 bar) Microfluidization หรือ Ultrasonication ช่วยให้ได้อนุภาคที่เล็กและสม่ำเสมอ
  • การควบคุมความเข้มข้นของ Surfactant ที่เหมาะสมเป็นเงื่อนไขสำคัญ ความเข้มข้นที่สูงเกินไปอาจก่อ Cytotoxicity และไม่ผ่านมาตรฐานสำหรับการบริโภค ความเข้มข้นที่ต่ำเกินไปอาจไม่เพียงพอที่จะรักษาเสถียรภาพ
  • การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมรวมขวดแก้วอำพันที่ป้องกันแสง ระบบ Air-tight Closure ที่ป้องกันการเข้าของอากาศและจุลินทรีย์ และระบบ Pump Dispenser ที่ลดการสัมผัสของระบบกับอากาศระหว่างการใช้งาน

บทบาทของ VISBIO ในฐานะ IQAV ที่รับรองข้อมูล

VISBIO ในฐานะผู้ตรวจสอบอิสระ (Independent Quality Assurance Verifier: IQAV) ทำหน้าที่วิเคราะห์ Particle Size, PdI, Zeta Potential ค่า pH ความหนืด การประเมินการแยกชั้น Encapsulation Efficiency และ Drug Release ปริมาณสารออกฤทธิ์ด้วย HPLC โดยใช้วิธีวิเคราะห์ที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้อง (Validated Method per ICH Q2(R1)) มีระบบเอกสารกำกับทุกขั้นตอน (Traceability) และดำเนินการตามหลักปฏิบัติมาตรฐาน ISO/IEC 17025

ความเชี่ยวชาญของทีมงาน TIBD

บริการทดสอบความคงตัวสารสกัดในระบบอิมัลชันดำเนินการร่วมกับ ดร.วุฒิพงษ์ ผาณิตเศรษฐกร ที่ปรึกษาและผู้ร่วมก่อตั้ง ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการจัดการเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์สำหรับอุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม และคุณมัญฑมน อุตโม นักพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์อาวุโส (Advanced Formulator) ที่มีประสบการณ์ในการพัฒนา Nano-emulsion, SEDDS และระบบนำส่งสารออกฤทธิ์ ทีมเรามีผู้เชี่ยวชาญที่เป็นนักวิจัยในสาย Pharmaceutical Nanotechnology, Colloidal Science และ Drug Delivery System

ระบบนำส่งสารออกฤทธิ์ในรูปอิมัลชันของท่านพร้อมขึ้นทะเบียนกับ อย. หรือยัง ติดต่อ TIBD เพื่อรับการออกแบบโปรโตคอลเฉพาะ ติดต่อ TIBD ได้ที่ คลิก

สอบถามเกี่ยวกับบริการทดสอบความคงตัวสารสกัดในระบบอิมัลชัน (Emulsion Extract Stability)

กรอกข้อมูลของคุณในแบบสอบถามด้านล่างเพื่อติดต่อเรา ทางเราจะตอบกลับให้เร็วที่สุด