สารสกัดกระชายดำ (Black Ginger Extract)
กระชายดำ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Black Ginger หรือ Black Galingale ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Kaempferia parviflora Wall. ex Baker อยู่ในวงศ์ขิง (Zingiberaceae) เช่นเดียวกับขิง ข่า และขมิ้น ส่วนที่นำมาใช้คือเหง้าใต้ดินที่มีเนื้อในสีม่วงเข้มจนเกือบดำ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ ในประเทศไทยปลูกมากที่จังหวัดเลย เพชรบูรณ์ พิษณุโลก เชียงใหม่ และเชียงราย เก็บเกี่ยวเมื่ออายุประมาณ 8-12 เดือน
สำหรับผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอาง คำว่า สารสกัดกระชายดำ ยังไม่ใช่ข้อมูลที่เพียงพอต่อการตัดสินใจ เพราะสารสกัดจากหัวเดียวกันอาจมีปริมาณสารสำคัญต่างกันหลายเท่า ขึ้นกับแหล่งปลูก อายุเก็บเกี่ยว วิธีสกัด และรูปแบบที่ทำออกมา บทความนี้จึงเรียบเรียงข้อมูลที่ใช้ทำงานได้จริง ตั้งแต่ชื่อที่ถูกต้อง สารสำคัญที่ใช้เป็นตัวชี้วัด กระบวนการผลิต รูปแบบสารสกัดที่เลือกได้ ไปจนถึงข้อควรระวังด้านการกล่าวอ้าง

กระชายดำ กับ กระชาย ไม่ใช่พืชชนิดเดียวกัน
ประเด็นนี้ทำให้เอกสารการค้าผิดกันมาแล้วหลายครั้ง จึงควรแยกให้ชัดตั้งแต่ต้น
| ชื่อไทย | ชื่อวิทยาศาสตร์ | ชื่ออังกฤษที่ใช้ในการค้า | ลักษณะเด่น |
|---|---|---|---|
| กระชายดำ | Kaempferia parviflora Wall. ex Baker | Black Ginger, Black Galingale, Krachai Dam | เหง้ากลม เนื้อในสีม่วงเข้มถึงดำ |
| กระชาย (กระชายเหลือง) | Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. ชื่อพ้อง Boesenbergia pandurata | Fingerroot, Chinese Keys | รากเรียวยาวคล้ายนิ้วมือ เนื้อในสีเหลือง |
ความสับสนเกิดจากชื่อพ้องเก่าของกระชายคือ Kaempferia pandurata ซึ่งสะกดใกล้เคียงกับสกุลของกระชายดำ ผลคือเอกสารจำนวนไม่น้อยเขียนชื่อพ้องของคนละชนิดปนกัน และงานวิจัยที่หยิบมาอ้างก็กลายเป็นงานวิจัยของพืชคนละตัว
ในเชิงการค้า เรื่องนี้ไม่ใช่รายละเอียดปลีกย่อย เพราะชื่อวิทยาศาสตร์บนใบรับรองผลวิเคราะห์ (Certificate of Analysis) เอกสารขึ้นทะเบียน และงานวิจัยที่ใช้อ้างอิง ต้องเป็นสปีชีส์เดียวกันทั้งหมด ผู้ซื้อต่างประเทศที่ตรวจเอกสารละเอียดจะตีกลับทันทีเมื่อพบความไม่ตรงกัน

สารสำคัญในกระชายดำ กลุ่มเมทอกซีฟลาโวน
องค์ประกอบทางเคมีเด่นของกระชายดำคือฟลาโวนที่มีหมู่เมทอกซี (methoxyflavones) ซึ่งเป็นกลุ่มสารที่ใช้เป็นตัวชี้วัดคุณภาพในทางอุตสาหกรรม ได้แก่ 5,7-dimethoxyflavone (DMF), 5,7,4′-trimethoxyflavone (TMF) และ 3,5,7,3′,4′-pentamethoxyflavone (KPMF-8) นอกจากนี้ยังพบฟลาโวนอยด์กลุ่มอื่น ชาลโคน แทนนิน ซาโปนิน และในน้ำมันหอมระเหยพบบอร์นีออลกับสารกลุ่มเทอร์พีนเป็นองค์ประกอบหลัก

จำนวนหมู่เมทอกซีมีผลโดยตรงต่อการเลือกใช้งาน ยิ่งมีหมู่เมทอกซีมาก สารยิ่งชอบไขมันและละลายน้ำได้น้อยลง สารสกัดที่จะเข้าสูตรเครื่องดื่มใสจึงต้องผ่านการปรับรูปแบบ ไม่สามารถใช้ผงสารสกัดแบบเดียวกับที่ใส่ในซอฟต์เจลได้ นี่คือเหตุผลที่การเลือกสารสกัดควรเริ่มจากสูตรปลายทาง ไม่ใช่เริ่มจากราคาต่อกิโลกรัม

สรรพคุณของกระชายดำ ตามข้อมูลงานวิจัย
กระชายดำถูกใช้ในตำรับยาพื้นบ้านมานาน และมีงานวิจัยตีพิมพ์รองรับในหลายด้าน โดยงานที่พบบ่อยคือ
- ฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน (antioxidant) สารกลุ่มฟลาโวนในกระชายดำแสดงความสามารถในการจับอนุมูลอิสระในการทดสอบระดับหลอดทดลอง จึงถูกนำไปใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์กลุ่มดูแลผิวและกลุ่มชะลอวัย
- ฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านภูมิแพ้ในระดับเซลล์ มีรายงานการศึกษาสารบริสุทธิ์จากกระชายดำที่ยับยั้งการหลั่งสารสื่อการอักเสบในเซลล์ทดลอง
- ฤทธิ์ต้านจุลชีพ มีการศึกษาผลของสารสกัดต่อจุลินทรีย์บางชนิดในห้องปฏิบัติการ
- การศึกษาด้านสมรรถภาพร่างกาย มีงานวิจัยที่ศึกษาสารกลุ่มเมทอกซีฟลาโวนกับเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการไหลเวียนเลือด ซึ่งเป็นที่มาของการนำกระชายดำไปใช้ในผลิตภัณฑ์กลุ่มบำรุงกำลัง
ผลการทดลองในหลอดทดลองหรือในสัตว์ทดลอง ใช้อ้างบนฉลากหรือสื่อโฆษณาโดยตรงไม่ได้ ข้อความที่จะใช้จริงต้องผ่านการพิจารณาตามประเภทผลิตภัณฑ์และหลักเกณฑ์การกล่าวอ้างของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา การเขียนว่าช่วยรักษา บรรเทา หรือป้องกันโรคใด ๆ เป็นข้อความที่ใช้ไม่ได้ทั้งในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอาง
จากหัวกระชายดำ สู่วัตถุดิบเกรดอุตสาหกรรม
ระยะห่างระหว่างสมุนไพรที่มีงานวิจัยรองรับ กับวัตถุดิบที่โรงงานรับไปผลิตได้ อยู่ที่ความสม่ำเสมอของล็อต ผู้ผลิตต้องการวัตถุดิบที่ให้ผลเท่าเดิมทุกครั้ง ทั้งปริมาณสารสำคัญ สี กลิ่น ความชื้น และพฤติกรรมในสูตร ความสม่ำเสมอนี้ไม่ได้เกิดจากการตรวจตอนท้าย แต่เกิดจากการควบคุมทุกขั้นตั้งแต่ต้นทาง


วิธีสกัดที่ใช้กับกระชายดำมีหลายทาง แต่ละทางให้โปรไฟล์สารต่างกัน การสกัดด้วยตัวทำละลายเป็นวิธีที่ควบคุมต้นทุนได้ดีและขยายกำลังการผลิตง่าย การสกัดด้วยคาร์บอนไดออกไซด์เหนือวิกฤต (supercritical CO2) ให้สารสกัดที่ไม่มีตัวทำละลายตกค้างและเหมาะกับสารที่ชอบไขมัน ส่วนการใช้คลื่นอัลตราโซนิกช่วยลดเวลาและอุณหภูมิในการสกัด ซึ่งมีผลต่อสารที่ไวต่อความร้อน การเลือกวิธีจึงเป็นการตัดสินใจร่วมกันระหว่างสารเป้าหมาย ต้นทุนต่อหน่วย และข้อกำหนดของตลาดปลายทาง

รูปแบบสารสกัดกระชายดำที่เลือกได้

ผงสารสกัดแห้งเป็นรูปแบบที่ใช้กว้างที่สุดเพราะตวงง่ายและเก็บได้นาน แต่เมื่อจะเข้าสูตรที่เป็นน้ำหรือต้องการความใส ผงสารสกัดมักให้ปัญหาเรื่องการกระจายตัวและความขุ่น การเลือกใช้สารสกัดในเฟสน้ำมันหรือรูปนาโนอิมัลชันจึงตอบโจทย์กว่า ส่วนสารสกัดที่ผ่านการแยกส่วนให้ได้ปริมาณสารสำคัญสูงขึ้น ช่วยลดปริมาณที่ต้องใส่ในสูตร ซึ่งมีผลต่อทั้งเนื้อสัมผัสและต้นทุนรวม

กระชายดำในผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท
ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร กระชายดำถูกใช้มากในรูปแคปซูลและซอฟต์เจล เพราะสารกลุ่มเมทอกซีฟลาโวนชอบไขมัน การใส่ในเฟสน้ำมันจึงได้ทั้งความคงตัวและความสม่ำเสมอของปริมาณต่อหน่วยบริโภค อีกรูปแบบที่เติบโตเร็วคือเครื่องดื่มฟังก์ชัน ซึ่งต้องใช้สารสกัดที่ปรับให้กระจายตัวในน้ำได้ก่อน มิฉะนั้นจะเกิดการแยกชั้นหรือเกิดคราบที่ผนังขวดระหว่างเก็บ
ในกลุ่มเครื่องสำอาง กระชายดำถูกใช้ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าและผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม โจทย์ที่พบบ่อยคือสีของสารสกัดที่ค่อนข้างเข้ม ซึ่งมีผลต่อสีของเนื้อผลิตภัณฑ์โดยตรง การแก้ทำได้ทั้งการลดปริมาณโดยใช้สารสกัดที่เข้มข้นขึ้น การเลือกกระบวนการสกัดที่ให้สีอ่อนลง หรือการออกแบบสีของผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับวัตถุดิบตั้งแต่ต้น
ส่วนตลาดส่งออก มีข้อกำหนดเพิ่มเติมที่ต้องเตรียมล่วงหน้า ทั้งเอกสารแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ผลวิเคราะห์ที่ออกโดยห้องปฏิบัติการที่ได้รับการยอมรับ และการตรวจสอบว่าสารที่ใช้อยู่ในบัญชีที่ประเทศปลายทางอนุญาต การเตรียมเอกสารชุดนี้ควรเริ่มพร้อมกับการพัฒนาสูตร ไม่ใช่เริ่มตอนที่ลูกค้าต่างประเทศขอ


สเปกที่ควรระบุในเอกสารรับวัตถุดิบ
เมื่อสั่งซื้อสารสกัดกระชายดำ เอกสารที่ควรได้รับพร้อมสินค้าควรครอบคลุมหัวข้อต่อไปนี้เป็นอย่างน้อย
| หัวข้อ | สิ่งที่ต้องระบุ | เหตุผลที่ต้องมี |
|---|---|---|
| ชนิดพืชและส่วนที่ใช้ | ชื่อวิทยาศาสตร์เต็ม และระบุว่าใช้เหง้า | ยืนยันว่าไม่ใช่พืชคนละชนิด |
| ปริมาณสารสำคัญ | ร้อยละของเมทอกซีฟลาโวน พร้อมระบุวิธีวิเคราะห์ | เป็นตัวเลขที่ใช้คำนวณสูตรและตรวจรับ |
| อัตราส่วนการสกัด | เช่น 10:1 พร้อมระบุตัวทำละลายที่ใช้ | ใช้เทียบราคาระหว่างผู้ขายอย่างเป็นธรรม |
| สารพา | ชนิดและสัดส่วนของสารพา | มีผลต่อการคำนวณสารสำคัญสุทธิ |
| ความปลอดภัย | โลหะหนัก จุลินทรีย์ ตัวทำละลายตกค้าง | ใช้ยื่นขึ้นทะเบียนและตรวจสอบย้อนกลับ |
| อายุการเก็บและเงื่อนไข | ระยะเวลาและอุณหภูมิที่แนะนำ | ป้องกันสารสำคัญลดลงก่อนถึงไลน์ผลิต |
ข้อควรระวังและการกล่าวอ้าง
กระชายดำมีประวัติการบริโภคในอาหารและตำรับยาพื้นบ้านมานาน แต่ในผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ยังต้องกำหนดปริมาณใช้ให้ชัดเจน และระบุข้อมูลสำหรับกลุ่มที่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ เช่น หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ผู้ที่ใช้ยาประจำ ในฝั่งเครื่องสำอาง ควรผ่านการทดสอบการระคายเคืองก่อนออกสู่ตลาด ส่วนฝั่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ปริมาณที่ใช้ต้องสอดคล้องกับข้อกำหนดของประเภทผลิตภัณฑ์นั้น
เรื่องที่มักพลาดมากที่สุดคือข้อความบนสื่อ ไม่ใช่ตัวสูตร การนำผลงานวิจัยมาเขียนตรง ๆ ว่าผลิตภัณฑ์ช่วยรักษาหรือป้องกันโรค ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ถูกต้องทุกอย่างกลายเป็นปัญหาทางกฎหมายได้ การวางข้อความตั้งแต่ตอนออกแบบผลิตภัณฑ์จึงประหยัดกว่าการมาแก้ฉลากหลังผลิตเสร็จ
TIBD ทำงานกับกระชายดำอย่างไร
TIBD ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่พางานวิจัยออกจากห้องแล็บไปสู่การผลิตจริง งานที่รับดูแลในสายกระชายดำครอบคลุมตั้งแต่
- คัดเลือกแหล่งวัตถุดิบและตรวจยืนยันชนิดพืชให้ตรงสปีชีส์
- พัฒนากระบวนการสกัดและกำหนดสเปกสารสำคัญที่ทำซ้ำได้
- ทดสอบและวิเคราะห์สารสำคัญด้วยห้องปฏิบัติการของบริษัท
- ขยายขนาดการผลิตจากระดับห้องปฏิบัติการสู่ระดับโรงงาน
- จัดทำชุดเอกสารสำหรับการขึ้นทะเบียนและการเจรจากับคู่ค้า
เครือข่ายนักวิจัย Deep Tech ที่ทำงานร่วมกับ TIBD ทำให้โจทย์ที่ซับซ้อนกว่าการสกัดทั่วไป เช่น การปรับรูปแบบสารให้ละลายน้ำได้ดีขึ้น หรือการพัฒนาระบบนำส่งสาร สามารถต่อยอดได้ในประเทศโดยไม่ต้องส่งงานออกไปต่างประเทศ
คำถามที่พบบ่อย
กระชายดำ ภาษาอังกฤษ เรียกว่าอะไร
ชื่อที่ใช้ในการค้าคือ Black Ginger และ Black Galingale บางเอกสารใช้ทับศัพท์ว่า Krachai Dam ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์คือ Kaempferia parviflora Wall. ex Baker ในเอกสารทางการควรใช้ชื่อวิทยาศาสตร์กำกับเสมอ เพราะคำว่า Black Ginger ในบางบริบทถูกใช้เรียกพืชชนิดอื่นด้วย
สารสกัดกระชายดำต่างจากผงกระชายดำอย่างไร
ผงกระชายดำคือเหง้าที่อบแห้งแล้วบด ยังมีองค์ประกอบครบทั้งหัวรวมถึงเส้นใยและแป้ง ส่วนสารสกัดผ่านกระบวนการดึงเฉพาะกลุ่มสารที่ต้องการออกมาแล้วทำให้เข้มข้น จึงระบุปริมาณสารสำคัญเป็นตัวเลขได้ และใช้ในสูตรด้วยปริมาณที่น้อยกว่ามาก
ปริมาณสารสำคัญที่ควรระบุในสเปกคือเท่าไร
ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกงาน เพราะขึ้นกับรูปแบบผลิตภัณฑ์และปริมาณที่ใส่ได้ในสูตร วิธีที่ใช้ได้จริงคือเริ่มจากปริมาณสารสำคัญที่ต้องการต่อหน่วยบริโภคหรือต่อกรัมของเนื้อผลิตภัณฑ์ แล้วย้อนกลับมากำหนดสเปกของวัตถุดิบ
สั่งสารสกัดกระชายดำในปริมาณน้อยเพื่อทดลองสูตรก่อนได้ไหม
ได้ และควรทำ การทดสอบความเข้ากันได้กับสูตรและความคงตัวก่อนสั่งล็อตใหญ่ ช่วยลดความเสี่ยงเรื่องสี กลิ่น การตกตะกอน และการเปลี่ยนแปลงของสารสำคัญระหว่างเก็บ
ใช้กระชายดำในเครื่องสำอางกับในอาหารเสริม ใช้สารสกัดตัวเดียวกันได้หรือไม่
โดยหลักการใช้แหล่งเดียวกันได้ แต่รูปแบบและสเปกมักต้องต่างกัน เพราะเฟสของสูตร ข้อกำหนดด้านจุลินทรีย์ และเอกสารที่ต้องยื่นของสองประเภทผลิตภัณฑ์ไม่เหมือนกัน
Reference
Than Than Yee and Kyi War Yi Lwin. “Study of Phytochemical Composition on Kaempferia Parviflora Wall. Ex Baker” IFFF-SEM 7 (2019): 128-136.
Tewtrakul, Supinya, Sanan Subhadhirasakul, and Sopa Kummee. “Anti-allergic activity of compounds from Kaempferia parviflora.” Journal of ethnopharmacology 116.1 (2008): 191-193.
Temkitthawon, Prapapan, et al. “Kaempferia parviflora, a plant used in traditional medicine to enhance sexual performance contains large amounts of low affinity PDE5 inhibitors.” Journal of ethnopharmacology 137.3 (2011): 1437-1441.