คำอธิบาย

ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยในรูปแบบยาเม็ดเคี้ยว (Chewable Tablet) และยาเม็ดสมุนไพรตามตำรับไทย (Herbal Tablet) เป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมทั้งในตลาดในประเทศและตลาดส่งออก เนื่องจากให้ความสะดวกในการบริโภคและสามารถบรรจุสารสำคัญในปริมาณที่เพียงพอต่อประสิทธิผลตามตำรับ ผู้บริโภคในประเทศไทยและในประเทศอาเซียนใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เพื่อดูแลสุขภาพประจำวัน ในขณะที่ผู้บริโภคในตลาดส่งออก เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ญี่ปุ่น และตะวันออกกลาง เริ่มยอมรับสมุนไพรไทยเป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพแบบธรรมชาติ

ความท้าทายของยาเม็ดเคี้ยวและยาเม็ดสมุนไพรในเชิงเสถียรภาพคือผลิตภัณฑ์ทั้งสองรูปแบบไวต่อความชื้นและการเสื่อมของสารบ่งชี้จากสมุนไพร ยาเม็ดเคี้ยวมีพื้นที่ผิวสัมผัสมากและขาดเปลือกเคลือบป้องกัน ทำให้ดูดความชื้นได้ง่ายในเขตร้อนชื้น ยาเม็ดสมุนไพรไทยที่ผลิตด้วยกระบวนการดั้งเดิมมีองค์ประกอบทางเคมีที่ซับซ้อนและสารบ่งชี้หลายตัวที่ต้องติดตามความคงตัวพร้อมกัน

บริการของ TIBD ออกแบบเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยรูปแบบยาเม็ดและยาเม็ดเคี้ยว ครอบคลุมการประเมินความชื้น (Moisture Content) ความแข็ง (Hardness) เวลาแตกตัว (Disintegration Time) ปริมาณ Marker Compound ด้วย โครมาโทกราฟีของเหลวสมรรถนะสูง (HPLC) การทำ TLC/HPTLC Fingerprinting และการประเมินทางจุลชีววิทยา ภายใต้สภาวะ ASEAN Zone IVb และเกณฑ์เภสัชตำรับสมุนไพรไทย (Thai Herbal Pharmacopoeia: THP 2021) ร่วมกับ VISBIO ผู้ตรวจสอบอิสระ (Independent Quality Assurance Verifier: IQAV)

ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยในรูปแบบยาเม็ดและยาเม็ดเคี้ยว

ผลิตภัณฑ์สมุนไพรในรูปแบบยาเม็ด (Tablet) เป็นรูปแบบที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการบรรจุสารสำคัญจากสมุนไพรในปริมาณที่กำหนด แบ่งเป็นกลุ่มย่อยหลายชนิด ครอบคลุมยาเม็ดสมุนไพรไม่เคลือบ (Plain Herbal Tablet) ที่ผลิตจากผงสมุนไพรหรือสารสกัดอัดเป็นเม็ด ยาเม็ดเคี้ยวสมุนไพร (Chewable Tablet) ที่ออกแบบให้เคี้ยวก่อนกลืน ยาเม็ดเคลือบฟิล์มสมุนไพร (Film-Coated Tablet) ที่มีเปลือกพอลิเมอร์ปกป้อง และยาเม็ดเคลือบน้ำตาล (Sugar-Coated Tablet) ที่มีเปลือกน้ำตาลปิดกลิ่นและรส

ยาเม็ดสมุนไพรไทยตามตำรับดั้งเดิม เช่น ยาหอมเทพจิตร ยาประสะบรเพ็ด ยาตรีผลา จัดเป็นกลุ่มเฉพาะที่ต้องอ้างอิงตำรับยาแผนไทยตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข และต้องมีข้อมูลความคงตัวที่อิงเภสัชตำรับสมุนไพรไทยและพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562

ตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยในรูปแบบยาเม็ดมีศักยภาพสูง ทั้งในประเทศที่ผู้บริโภคหันมาดูแลสุขภาพด้วยภูมิปัญญาไทย และในตลาดส่งออกที่ผู้นำเข้าต่างประเทศต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ การมีข้อมูลความคงตัวที่ครบถ้วนตามมาตรฐานสากลจึงเป็นเงื่อนไขในการขยายตลาด

บริการทดสอบความคงตัวยาเม็ดเคี้ยวสมุนไพรและยาเม็ดสมุนไพรไทย (Herbal Chewable & Tablet)

ความท้าทายเฉพาะของยาเม็ดเคี้ยวและยาเม็ดสมุนไพรในเขตร้อนชื้น

ยาเม็ดเคี้ยวและยาเม็ดสมุนไพรไม่เคลือบมีความท้าทายเฉพาะในการทดสอบความคงตัวภายใต้สภาวะ ASEAN Zone IVb ที่แตกต่างจากยาเม็ดเคลือบและแคปซูล

  1. ความท้าทายแรก คือ การดูดความชื้น (Moisture Uptake) ยาเม็ดเคี้ยวที่ไม่มีเปลือกเคลือบป้องกันและมีพื้นที่ผิวสัมผัสมาก ดูดความชื้นจากบรรยากาศได้ง่าย โดยเฉพาะในสภาวะ 30°C / 75% RH ของ ASEAN Zone IVb การเพิ่มขึ้นของความชื้น (Moisture Content) มากกว่า 5% จากค่าเริ่มต้นบ่งชี้ปัญหาด้านบรรจุภัณฑ์หรือสูตรที่ดูดความชื้นเร็ว และอาจส่งผลต่อความแข็ง การแตกตัว และการเจริญของจุลินทรีย์
  2. ความท้าทายที่สอง คือ เสถียรภาพของสารบ่งชี้ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรมีองค์ประกอบทางเคมีที่ซับซ้อนและสารบ่งชี้หลายตัวที่อาจเสื่อมสภาพในอัตราที่ไม่เท่ากัน Curcuminoids ในขมิ้นชันไวต่อแสงและออกซิเจน Andrographolide ในฟ้าทะลายโจรไวต่อความร้อน ในขณะที่สาร Tannins ในมะขามป้อมค่อนข้างเสถียรกว่า การทดสอบต้องวิเคราะห์ Marker Compound ที่หลากหลายในแต่ละจุดเก็บตัวอย่าง
  3. ความท้าทายที่สาม คือ การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ความแข็งของเม็ด (Tablet Hardness) อาจเปลี่ยนตามเวลา เม็ดอาจอ่อนลงเมื่อดูดความชื้น หรือแข็งขึ้นในกรณีที่สาร Binder เปลี่ยนสถานะ การเสื่อมของเปลือกฟิล์ม (Coating Integrity) สำหรับยาเม็ดเคลือบต้องตรวจสอบด้วยการทดสอบเวลาแตกตัวและการดูดความชื้น
  4. ความท้าทายที่สี่ คือ การเจริญของจุลินทรีย์ ผลิตภัณฑ์ที่มีค่ากิจกรรมของน้ำ (Water Activity: aw) เกิน 0.60 เสี่ยงต่อการเจริญของยีสต์ รา และแบคทีเรีย ตาม THP 2021 ยาเม็ดเคี้ยวและลูกกลอนต้องมี aw ไม่เกิน 0.60 ตลอดอายุการเก็บรักษา

พารามิเตอร์การทดสอบเฉพาะ: Moisture, Hardness, Disintegration, Marker

โปรโตคอลทดสอบความคงตัวของ TIBD สำหรับยาเม็ดและยาเม็ดเคี้ยวสมุนไพรครอบคลุมพารามิเตอร์ที่ออกแบบเฉพาะตามลักษณะของรูปแบบยา

  • ความชื้น (Moisture Content) วัดด้วย Karl Fischer Titration หรือ Loss on Drying (LOD) ที่ 105°C ค่ามาตรฐานสำหรับยาเม็ดสมุนไพรอยู่ที่ 1-5% ขึ้นกับสูตรเฉพาะ การเพิ่มขึ้นเกิน 2% จากค่าเริ่มต้นถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญและบ่งชี้ปัญหาด้านบรรจุภัณฑ์
  • ค่ากิจกรรมของน้ำ (Water Activity: aw) วัดด้วย Water Activity Meter ค่าต้องไม่เกิน 0.60 ตลอดอายุการเก็บรักษา ตาม THP 2021 และเภสัชตำรับสากล
  • ความแข็งของเม็ด (Tablet Hardness) วัดด้วย Hardness Tester เป็นหน่วย Newton (N) หรือ Kilopond (kp) ค่าที่ยอมรับได้อยู่ในช่วง ±20% จากค่าเริ่มต้น
  • เวลาแตกตัว (Disintegration Time) วัดตามเภสัชตำรับ USP ที่ใช้ Disintegration Apparatus ในตัวกลางที่กำหนด เวลาแตกตัวต้องไม่เกิน 30 นาทีสำหรับยาเม็ดเคี้ยว และไม่เกิน 60 นาทีสำหรับยาเม็ดสมุนไพรไม่เคลือบ
  • ปริมาณ Marker Compound วิเคราะห์ด้วย HPLC สำหรับสารกลุ่มไม่ระเหย เช่น Curcuminoids, Andrographolide, Asiaticoside ค่าต้องไม่ต่ำกว่า 90% ของค่าเริ่มต้นตลอดอายุการเก็บรักษา
  • ลักษณะปรากฏ (Appearance) ตรวจสีผิว เนื้อสัมผัส และความสมบูรณ์ของเม็ด เปรียบเทียบกับตัวอย่างเริ่มต้น
  • ผลการทดสอบจุลชีววิทยา (Microbial Limit Test) ตามเภสัชตำรับสมุนไพรไทย ที่กำหนดให้มีจุลินทรีย์รวมไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด และไม่ตรวจพบจุลินทรีย์ก่อโรคที่ระบุ

พารามิเตอร์การทดสอบเฉพาะ: Moisture, Hardness, Disintegration, Marker

โปรโตคอลทดสอบความคงตัวของ TIBD สำหรับยาเม็ดและยาเม็ดเคี้ยวสมุนไพรครอบคลุมพารามิเตอร์ที่ออกแบบเฉพาะตามลักษณะของรูปแบบยา

  • ความชื้น (Moisture Content) วัดด้วย Karl Fischer Titration หรือ Loss on Drying (LOD) ที่ 105°C ค่ามาตรฐานสำหรับยาเม็ดสมุนไพรอยู่ที่ 1-5% ขึ้นกับสูตรเฉพาะ การเพิ่มขึ้นเกิน 2% จากค่าเริ่มต้นถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญและบ่งชี้ปัญหาด้านบรรจุภัณฑ์
  • ค่ากิจกรรมของน้ำ (Water Activity: aw) วัดด้วย Water Activity Meter ค่าต้องไม่เกิน 0.60 ตลอดอายุการเก็บรักษา ตาม THP 2021 และเภสัชตำรับสากล
  • ความแข็งของเม็ด (Tablet Hardness) วัดด้วย Hardness Tester เป็นหน่วย Newton (N) หรือ Kilopond (kp) ค่าที่ยอมรับได้อยู่ในช่วง ±20% จากค่าเริ่มต้น
  • เวลาแตกตัว (Disintegration Time) วัดตามเภสัชตำรับ USP ที่ใช้ Disintegration Apparatus ในตัวกลางที่กำหนด เวลาแตกตัวต้องไม่เกิน 30 นาทีสำหรับยาเม็ดเคี้ยว และไม่เกิน 60 นาทีสำหรับยาเม็ดสมุนไพรไม่เคลือบ
  • ปริมาณ Marker Compound วิเคราะห์ด้วย HPLC สำหรับสารกลุ่มไม่ระเหย เช่น Curcuminoids, Andrographolide, Asiaticoside ค่าต้องไม่ต่ำกว่า 90% ของค่าเริ่มต้นตลอดอายุการเก็บรักษา
  • ลักษณะปรากฏ (Appearance) ตรวจสีผิว เนื้อสัมผัส และความสมบูรณ์ของเม็ด เปรียบเทียบกับตัวอย่างเริ่มต้น
  • ผลการทดสอบจุลชีววิทยา (Microbial Limit Test) ตามเภสัชตำรับสมุนไพรไทย ที่กำหนดให้มีจุลินทรีย์รวมไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด และไม่ตรวจพบจุลินทรีย์ก่อโรคที่ระบุ

การวิเคราะห์ Marker Compound และ TLC Fingerprinting

การวิเคราะห์ความคงตัวของผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยใช้สองเทคนิคคู่กัน เพื่อให้ภาพที่สมบูรณ์ของเสถียรภาพทางเคมี

การวิเคราะห์ Marker Compound ใช้ HPLC ที่ใช้ Reverse Phase Column และ UV Detector หรือ Diode Array Detector (DAD) สำหรับสารกลุ่มที่มี Chromophore เช่น Curcuminoids ของขมิ้นชันที่ใช้ความยาวคลื่น 425 nm Andrographolide ของฟ้าทะลายโจรที่ 224 nm Asiaticoside ของบัวบกที่ 200 nm สำหรับสารที่ไม่มี Chromophore เด่น ใช้ LC-MS/MS หรือ Refractive Index Detector

การพิมพ์ลายนิ้วมือทางพฤกษเคมี (TLC/HPTLC Fingerprinting) เป็นเทคนิคที่จับภาพรวมของสารกลุ่มหลายตัวพร้อมกัน ให้ค่าดัชนีความคล้ายคลึง (Similarity Index) ที่ใช้เปรียบเทียบโปรไฟล์ทางเคมีของผลิตภัณฑ์ระหว่าง T0 และ Tx ค่าที่สูงกว่า 0.95 บ่งชี้ว่าโปรไฟล์ยังคงใกล้เคียงกับเริ่มต้น

การใช้ทั้งสองเทคนิคคู่กันให้ข้อมูลที่สมบูรณ์ Marker Compound ตอบคำถามว่าสารออกฤทธิ์หลักยังอยู่ในปริมาณที่เพียงพอ ส่วน TLC Fingerprinting ตอบคำถามว่าโปรไฟล์ทางเคมีโดยรวมยังคงอยู่ในรูปแบบที่ผลิตและจดทะเบียนไว้

สำหรับยาเม็ดสมุนไพรไทยตามตำรับที่มีสมุนไพรหลายชนิด การทำ TLC Fingerprinting มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากสารบ่งชี้ตัวเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะแสดงเสถียรภาพของผลิตภัณฑ์โดยรวม

บริการทดสอบความคงตัวยาเม็ดเคี้ยวสมุนไพรและยาเม็ดสมุนไพรไทย (Herbal Chewable & Tablet)

สภาวะการทดสอบและตารางการเก็บตัวอย่างตาม ASEAN Zone IVb

โปรโตคอลทดสอบของ TIBD ใช้สภาวะตามมาตรฐาน ICH Q1A(R2) สำหรับ ASEAN Zone IVb พร้อมการปรับให้เหมาะกับยาเม็ดและยาเม็ดเคี้ยวสมุนไพร

  • การทดสอบระยะยาว (Long-term) ที่ 30°C / 75% RH ระยะเวลาขั้นต่ำ 12 เดือน เพื่อจำลองสภาวะการเก็บในร้านขายยาและบ้านผู้บริโภคในเขตร้อนชื้น
  • การทดสอบแบบเร่ง (Accelerated) ที่ 40°C / 75% RH ระยะเวลา 6 เดือน เพื่อสนับสนุนการคาดการณ์อายุการเก็บรักษาเบื้องต้น
  • การทดสอบแบบระยะกลาง (Intermediate) ที่ 30°C / 65% RH ระยะเวลา 12 เดือน ใช้ในกรณีที่ผลแบบเร่งแสดงการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ

จุดเก็บตัวอย่างมาตรฐานสำหรับการทดสอบระยะยาวอยู่ที่เดือน 0, 3, 6, 9, 12, 18, 24 สำหรับการทดสอบแบบเร่งอยู่ที่เดือน 0, 1, 2, 3, 6 สำหรับยาเม็ดเคี้ยวที่ไวต่อความชื้น TIBD เพิ่มจุดเก็บตัวอย่างที่เดือน 0.5 และทุกเดือนใน 3 เดือนแรก เพื่อจับการเปลี่ยนแปลงของ Moisture Content อย่างละเอียด

เกณฑ์ยอมรับตามเภสัชตำรับสมุนไพรไทย (THP 2021)

เภสัชตำรับสมุนไพรไทย (THP 2021) กำหนดเกณฑ์ยอมรับเฉพาะสำหรับยาเม็ดสมุนไพร ที่ใช้คู่กับมาตรฐาน ICH Q1A(R2)

  • ปริมาณ Marker Compound ที่วันแรกต้องอยู่ในช่วง 90-110% ของปริมาณที่กำหนด และตลอดอายุการเก็บรักษาต้องไม่ต่ำกว่า 90% ค่า TLC Fingerprinting Similarity Index ระหว่าง T0 และ Tx ต้องไม่ต่ำกว่า 0.95
  • ค่ากิจกรรมของน้ำ (aw) ต้องไม่เกิน 0.60 ตลอดอายุการเก็บรักษา ความชื้น (Moisture Content) ต้องอยู่ในช่วงที่ระบุในเอกสารคุณสมบัติ ความแข็งของเม็ดต้องอยู่ในช่วง ±20% จากค่าเริ่มต้น เวลาแตกตัวต้องไม่เกินค่าที่กำหนด
  • ผลการทดสอบจุลชีววิทยาตาม THP 2021 กำหนดให้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรต้องมีจุลินทรีย์รวมไม่เกิน 100,000 CFU/g สำหรับ Aerobic Mesophilic Bacteria และไม่เกิน 100 CFU/g สำหรับ Yeast and Mold ไม่ตรวจพบ Salmonella spp. และต้องผ่านการทดสอบ Heavy Metals สารตกค้างยาฆ่าแมลง และอะฟลาทอกซินตามเกณฑ์ที่กำหนด

การขึ้นทะเบียนกับ อย และการส่งออก

ผลิตภัณฑ์สมุนไพรในรูปแบบยาเม็ดและยาเม็ดเคี้ยวที่จำหน่ายในประเทศไทยต้องผ่านการขึ้นทะเบียนกับ อย. ตามพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562

เอกสารที่ต้องยื่นครอบคลุมข้อมูลการระบุชนิดและคุณภาพของวัตถุดิบสมุนไพร การวิเคราะห์ Marker Compound ของวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ข้อมูลความคงตัวตาม ICH Q1A(R2) อย่างน้อย 6 เดือนสำหรับการทดสอบแบบเร่งและ 6-12 เดือนสำหรับการทดสอบระยะยาว ข้อมูลการทดสอบจุลชีววิทยา และข้อมูลความปลอดภัย

สำหรับการส่งออกในอาเซียน ภายใต้ ASEAN Traditional Medicine Guidelines ผลิตภัณฑ์สมุนไพรต้องมีข้อมูลความคงตัวที่อิงสภาวะ ASEAN Zone IVb พร้อมข้อมูล Marker Compound และ TLC/HPTLC Fingerprinting

สำหรับตลาดญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับมาตรฐานคุณภาพสูง ข้อมูลความคงตัว 24 เดือนพร้อมข้อมูลจาก 3 ล็อตการผลิตเป็นข้อกำหนดมาตรฐาน

บทบาทของ VISBIO ในฐานะ IQAV ที่รับรองข้อมูล

VISBIO ในฐานะผู้ตรวจสอบอิสระ (Independent Quality Assurance Verifier: IQAV) ทำหน้าที่วิเคราะห์ Marker Compound ด้วย HPLC การทำ TLC/HPTLC Fingerprinting การทดสอบจุลชีววิทยา และการประเมินทางกายภาพ ของตัวอย่างที่ผ่านการเก็บที่จุดเก็บตัวอย่างต่าง ๆ ของ TIBD โดยใช้วิธีวิเคราะห์ที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้อง (Validated Method per ICH Q2(R1)) มีระบบเอกสารกำกับทุกขั้นตอน (Traceability) และดำเนินการตามหลักปฏิบัติมาตรฐาน ISO/IEC 17025

ความเชี่ยวชาญของทีมงาน TIBD

บริการทดสอบความคงตัวยาเม็ดและยาเม็ดเคี้ยวสมุนไพรดำเนินการร่วมกับ ดร.วุฒิพงษ์ ผาณิตเศรษฐกร ที่ปรึกษาและผู้ร่วมก่อตั้ง ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการจัดการเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์สำหรับอุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม และคุณมัญฑมน อุตโม นักพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์อาวุโส (Advanced Formulator) ที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาสูตรยาเม็ดและยาเม็ดเคี้ยวสมุนไพรไทย ทีมเรามีผู้เชี่ยวชาญที่เป็นนักวิจัยในสาย Pharmacognosy, Botanical Standardization และ Solid Dosage Form Development

ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยในรูปแบบยาเม็ดหรือยาเม็ดเคี้ยวของท่านพร้อมขึ้นทะเบียนกับ อย. หรือพร้อมส่งออกแล้วหรือยัง หากต้องการข้อมูลความคงตัวที่อิง ICH Q1A(R2), ASEAN Stability Guideline และเภสัชตำรับสมุนไพรไทย (THP 2021) ติดต่อ TIBD เพื่อรับการออกแบบโปรโตคอลเฉพาะ บทความที่เกี่ยวข้องสามารถดูได้ใน Hub บริการทดสอบความคงตัวผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยของ TIBD ติดต่อ TIBD ได้ที่ คลิก

เอกสารอ้างอิง (References)

สอบถามเกี่ยวกับบริการทดสอบความคงตัวยาเม็ดเคี้ยวสมุนไพรและยาเม็ดสมุนไพรไทย (Herbal Chewable & Tablet)

กรอกข้อมูลของคุณในแบบสอบถามด้านล่างเพื่อติดต่อเรา ทางเราจะตอบกลับให้เร็วที่สุด