คำอธิบาย

ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสุขภาพและความงามไทยจำนวนมากตั้งวันหมดอายุของผลิตภัณฑ์โดยอ้างอิงจากประสบการณ์ของคู่แข่ง หรือกำหนดเป็นค่าเริ่มต้น 24 เดือนตามที่เห็นในตลาดทั่วไป โดยไม่มีข้อมูลการทดสอบเชิงประจักษ์รองรับ ผลที่ตามมาคือเอกสารถูกตีกลับจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในขั้นตอนขึ้นทะเบียน ผู้นำเข้าต่างประเทศปฏิเสธคำสั่งซื้อ หรือเกิดการเรียกคืนสินค้า (Recall) เมื่อสารสำคัญลดลงต่ำกว่าที่ระบุบนฉลากก่อนวันหมดอายุที่ประกาศ

ค่าใช้จ่ายในการศึกษาอายุการเก็บรักษา (Shelf Life Determination) นั้นต่ำกว่าค่าใช้จ่ายในการเรียกคืนสินค้า การชดเชยผู้บริโภค การปรับสูตรใหม่ หรือการเสียโอกาสในตลาดส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลความคงตัว (Stability Data) เป็นเครื่องมือที่ช่วยเปลี่ยน “การเดาอายุ” เป็น “การกำหนดอายุที่อิงข้อมูลวิทยาศาสตร์” ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลของ ICH Q1A(R2) และคู่มือ ASEAN Stability Guideline ตาม ASEAN Zone IVb (30°C / 75% RH)

บริการของ TIBD ครอบคลุมการออกแบบโปรโตคอลทดสอบความคงตัว (Stability Protocol) การควบคุมการเก็บตัวอย่างในสภาวะที่กำหนด การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีทางสถิติตาม ICH Q1E และการตีความผลร่วมกับ VISBIO ผู้ตรวจสอบอิสระ (Independent Quality Assurance Verifier: IQAV) ที่ใช้วิธีวิเคราะห์ที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้อง (Validated Method per ICH Q2(R1)) เพื่อให้รายงานอายุการเก็บรักษาที่ใช้ขึ้นทะเบียน อย. ใช้เจรจากับผู้นำเข้าต่างประเทศ และใช้กำหนดฉลากผลิตภัณฑ์ได้

Shelf Life คืออะไร นิยามและความสำคัญต่อผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม

อายุการเก็บรักษา (Shelf Life) คือระยะเวลาที่ผลิตภัณฑ์ยังคงคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพตามที่ผู้ผลิตประกาศ เมื่อจัดเก็บในสภาวะปกติตามที่กำหนดบนฉลาก ในนิยามตามมาตรฐาน ICH Q1A(R2) อายุการเก็บรักษาคือช่วงเวลาที่คุณลักษณะสำคัญของผลิตภัณฑ์ ทั้งในด้านกายภาพ เคมี จุลชีววิทยา และประสิทธิผลในเชิงเภสัชกรรม ยังคงอยู่ในช่วงข้อกำหนด (Specification) ที่ระบุในเอกสารขึ้นทะเบียน

ความสำคัญของอายุการเก็บรักษามีสามด้านหลัก ด้านแรกคือความปลอดภัยของผู้บริโภค ผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุอาจเกิดสารสลายตัว (Degradation Products) หรือการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ที่อาจเป็นอันตราย ด้านที่สองคือการขึ้นทะเบียนกำกับดูแล หน่วยงาน อย. ของไทย หน่วยงาน BPOM ของอินโดนีเซีย NPRA ของมาเลเซีย HSA ของสิงคโปร์ และ DAV ของเวียดนาม ทุกหน่วยงานต้องการข้อมูลความคงตัวที่อิง ICH Q1A(R2) และ ASEAN Stability Guideline ก่อนอนุมัติ และด้านที่สามคือความเชื่อมั่นทางการค้า ผู้นำเข้าต่างประเทศ ห้างค้าปลีก และร้านขายยา ใช้อายุการเก็บรักษาเป็นเงื่อนไขในการรับซื้อสินค้า

ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีข้อมูล Shelf Life ที่อิงการทดสอบจริงมีโอกาสสูงที่จะถูกปฏิเสธในขั้นตอนเอกสาร หรือต้องเสียเปรียบในการเจรจาราคา เนื่องจากผู้ซื้อต้องป้องกันความเสี่ยงเพิ่มเติมเอง

บริการกำหนดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ (Shelf Life Determination) จากข้อมูลทดสอบความคงตัว

ความแตกต่างระหว่าง Expiry Date, Best Before, Use By Date และ Period After Opening (PAO)

ผู้ประกอบการมักสับสนระหว่างคำเหล่านี้ การใช้คำผิดบนฉลากอาจทำให้เอกสารขึ้นทะเบียนถูกปฏิเสธ หรือทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด

  • วันหมดอายุ (Expiry Date) ใช้กับผลิตภัณฑ์ที่ความปลอดภัยหรือประสิทธิผลจะเสื่อมลงเมื่อพ้นวันที่กำหนด นิยมใช้กับยา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเครื่องสำอางที่มีสารออกฤทธิ์ (Active Ingredient) เช่น วิตามินซี เรตินอล หรือสารต้านจุลชีพ หลังจากวันหมดอายุ ผู้บริโภคไม่ควรใช้งาน เพราะอาจไม่ปลอดภัยหรือไม่ได้ผลตามที่ระบุ
  • วันที่ควรบริโภคก่อน (Best Before) ใช้กับผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มที่ความปลอดภัยยังคงอยู่หลังวันที่ระบุ แต่คุณภาพในด้านรสชาติ กลิ่น สี หรือเนื้อสัมผัส อาจลดลง ผู้บริโภคยังบริโภคได้แต่ประสบการณ์ในการใช้งานอาจไม่ดีเท่าเดิม
  • วันที่ควรใช้ก่อน (Use By Date) ใช้กับผลิตภัณฑ์ที่หลังวันที่นี้อาจไม่ปลอดภัยต่อการบริโภค โดยเฉพาะอาหารที่เก็บแบบแช่เย็น (Chilled Food) อาหารฟังก์ชัน (Functional Food) ที่มีจุลินทรีย์มีชีวิต (Probiotic) หรือผลิตภัณฑ์ที่ไวต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ก่อโรค
  • ช่วงเวลาหลังเปิดใช้งาน (Period After Opening: PAO) ใช้เฉพาะกับเครื่องสำอาง ตามข้อกำหนดของ ASEAN Cosmetic Directive และกฎหมายเครื่องสำอาง พ.ศ. 2558 PAO ระบุระยะเวลาที่ผลิตภัณฑ์ยังคงปลอดภัยหลังจากผู้บริโภคเปิดบรรจุภัณฑ์ครั้งแรก เนื่องจากการเปิดและปิดซ้ำนำพาความชื้น อากาศ และจุลินทรีย์เข้าสู่ผลิตภัณฑ์ สัญลักษณ์ที่ใช้คือรูปกระป๋องครีมเปิดฝา ตามด้วยเลขเดือน เช่น 12M หรือ 24M
  • วันที่ทดสอบซ้ำ (Retest Date) ไม่ใช่วันหมดอายุ แต่เป็นวันที่กำหนดให้ทดสอบคุณสมบัติของวัตถุดิบ (Raw Material) หรือสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม (Active Pharmaceutical Ingredient: API) อีกครั้งเพื่อยืนยันว่ายังใช้ได้ การประยุกต์ใช้แนวคิด Retest Date ตามแนวทางของ ICH Q7 ช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบของผู้ผลิต

วิธีกำหนดอายุการเก็บรักษาจากข้อมูลทดสอบความคงตัว (Stability Testing)

การกำหนดอายุการเก็บรักษาที่ถูกต้องไม่ใช่การเทียบกับคู่แข่งหรือกำหนดเป็นค่าเริ่มต้น แต่เป็นกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติจากการทดสอบจริง

  1. ขั้นตอนแรก คือ การเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่จุดเก็บตัวอย่าง (Pull Points) หลายช่วงเวลาในสภาวะที่กำหนดตาม ICH Q1A(R2) สำหรับการศึกษาแบบระยะยาว (Long-term) ในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน สภาวะมาตรฐานคือ 30°C / 75% RH ตาม ASEAN Zone IVb สำหรับการศึกษาแบบเร่ง (Accelerated) สภาวะคือ 40°C / 75% RH และสำหรับการศึกษาแบบระยะกลาง (Intermediate) คือ 30°C / 65% RH ผลิตภัณฑ์ที่ไวต่อแสง (Photosensitive) ต้องเพิ่มการทดสอบความคงตัวต่อแสง (Photostability) ตาม ICH Q1B
  2. ขั้นตอนที่สอง คือ การวิเคราะห์พารามิเตอร์ที่เกี่ยวข้อง ในกลุ่มกายภาพได้แก่ ลักษณะปรากฏ (Appearance) สี กลิ่น ความหนืด (Viscosity) และค่าความเป็นกรดด่าง (pH) ในกลุ่มเคมีได้แก่ ปริมาณสารสำคัญ (Assay) สารสลายตัว (Degradation Products) และสารเจือปนที่เกี่ยวข้อง (Related Substances) ในกลุ่มจุลชีววิทยาได้แก่ การปนเปื้อนของจุลินทรีย์ (Microbial Limit Test) และในผลิตภัณฑ์ที่มีสารกันเสีย ต้องประเมินประสิทธิภาพสารกันเสีย (Preservative Efficacy Test: PET) ตาม ISO 11930 หรือ USP 51
  3. ขั้นตอนที่สาม คือ การกำหนดเกณฑ์การเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ (Significant Change Criteria) สำหรับผลิตภัณฑ์ยา ICH Q1A(R2) กำหนดให้สารสำคัญต้องไม่ลดลงเกินร้อยละ 5 จากค่าเริ่มต้น สำหรับเครื่องสำอางและอาหารเสริม เกณฑ์ขึ้นกับข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์ที่ระบุในเอกสารขึ้นทะเบียน
  4. ขั้นตอนที่สี่ คือ การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการถดถอยเชิงเส้น (Linear Regression) เพื่อหาความชัน (Degradation Rate) และช่วงความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95 (95% Confidence Interval) ตามแนวทาง ICH Q1E การคำนวณอายุการเก็บรักษาคือเวลาที่เส้น 95% Confidence Interval ตัดกับเส้นเกณฑ์ข้อกำหนด ในกรณีที่ผลการทดสอบของแต่ละล็อตมีความแปรปรวนต่ำและสามารถรวมข้อมูลได้ (Poolable) อายุที่กำหนดได้จะมีความน่าเชื่อถือสูงและสามารถใช้ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานกำกับดูแลได้ทันที
  5. ขั้นตอนที่ห้า คือ การประเมินสภาวะระหว่างขนส่งและการใช้งาน นอกจากสภาวะเก็บรักษาปกติ ผลิตภัณฑ์ยังต้องผ่านสภาวะการขนส่งที่อาจรุนแรงกว่า เช่น อุณหภูมิในตู้คอนเทนเนอร์ระหว่างขนส่งทางทะเล หรือสภาวะระหว่างผู้บริโภคใช้งานหลังเปิดบรรจุภัณฑ์ การศึกษาความคงตัวระหว่างใช้งาน (In-Use Stability) จึงมักเป็นข้อกำหนดเพิ่มเติมสำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและยา multi-dose ที่มีการเปิดและปิดซ้ำหลายครั้ง

หลักการคาดการณ์ข้อมูล (Extrapolation) ตาม ICH Q1E

ในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการมักต้องการประกาศอายุการเก็บรักษา 24 หรือ 36 เดือน แต่ข้อมูลจริงอาจมีเพียง 12 หรือ 18 เดือน ICH Q1E อนุญาตให้คาดการณ์ข้อมูล (Extrapolation) ภายใต้เงื่อนไขที่เคร่งครัด

  1. เงื่อนไขแรก คือ ผลการทดสอบที่สภาวะเร่ง (Accelerated Conditions) ต้องไม่แสดงการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญ การเปลี่ยนแปลงความชันของเส้นกราฟ (Slope Change) ระหว่างสภาวะระยะยาวและสภาวะเร่งบ่งชี้ว่าผลิตภัณฑ์มีกลไกการเสื่อมที่ไม่เป็นเชิงเส้น และไม่สามารถคาดการณ์ได้
  2. เงื่อนไขที่สอง คือ ข้อมูลระยะยาวต้องผ่านการทดสอบทางสถิติ การวิเคราะห์ความสามารถในการรวมข้อมูล (Poolability Testing) ระหว่างล็อต และการตรวจสอบความสอดคล้องของแนวโน้ม (Trend Consistency) เป็นเงื่อนไขที่ต้องประเมินก่อนคาดการณ์
  3. เงื่อนไขที่สาม คือ การคาดการณ์ทำได้ไม่เกินสองเท่าของเวลาที่มีข้อมูลจริง และไม่เกิน 12 เดือนเกินกว่าข้อมูลที่ได้ ตัวอย่างเช่น หากมีข้อมูลระยะยาว 12 เดือน สามารถคาดการณ์อายุการเก็บรักษาได้ถึง 24 เดือน แต่ไม่ใช่ 36 เดือน

การคาดการณ์ที่ไม่ผ่านเงื่อนไขข้างต้นถือว่ามีความเสี่ยงสูง หน่วยงาน อย. อาจขอเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม หรือกำหนดให้ผู้ผลิตทำการศึกษาความคงตัวต่อเนื่อง (Ongoing Stability Study) บนผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในตลาด เพื่อยืนยันว่าอายุการเก็บรักษาที่ประกาศบนฉลากเป็นจริง การศึกษาความคงตัวต่อเนื่องเป็นข้อกำหนดที่ผู้ผลิตยาและอาหารเสริมต้องดำเนินการต่อแม้หลังจากผลิตภัณฑ์ขึ้นทะเบียนแล้ว

บริการกำหนดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ (Shelf Life Determination) จากข้อมูลทดสอบความคงตัว

ความแตกต่างของอายุการใช้งานตามประเภทผลิตภัณฑ์

อายุการใช้งานที่เป็นไปได้แตกต่างตามรูปแบบผลิตภัณฑ์ (Dosage Form) และคุณสมบัติของสารสำคัญ ตัวเลขด้านล่างเป็นช่วงที่พบได้ในการศึกษาทั่วไปและไม่ใช่ค่าผูกมัด อายุที่แท้จริงต้องอิงข้อมูลความคงตัวของสูตรเฉพาะ

  • ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Food Supplement) รูปแบบเม็ดและแคปซูลในซองอลูมิเนียมหรือขวดสีเข้มมักได้อายุการเก็บรักษา 24 ถึง 36 เดือน เม็ดเคี้ยว (Chewable Tablet) และผลิตภัณฑ์ที่มี Probiotic อาจสั้นกว่าเนื่องจากความไวต่อความชื้นและความร้อน
  • เครื่องสำอาง (Cosmetics) รูปแบบครีมและโลชั่นในระบบอิมัลชัน (Emulsion) ที่มีระบบสารกันเสียที่เพียงพอมักได้ 24 ถึง 36 เดือน เซรั่มที่มีสารออกฤทธิ์ที่ไม่เสถียร เช่น วิตามินซีบริสุทธิ์ (Pure L-Ascorbic Acid) อาจสั้นเพียง 6 ถึง 12 เดือน ผลิตภัณฑ์น้ำมันบริสุทธิ์มักได้ 12 ถึง 24 เดือน ขึ้นกับค่าเปอร์ออกไซด์ (Peroxide Value) และการป้องกันออกซิเดชัน
  • ผลิตภัณฑ์สมุนไพร (Herbal Product) ตามพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562 ต้องมีข้อมูลความคงตัวของสารบ่งชี้ (Marker Compound) ที่วิเคราะห์ด้วยเทคนิค Liquid Chromatography หรือ Gas Chromatography สมุนไพรที่มีสารบ่งชี้ชัดเจน (Standardized Extract) มักได้อายุการเก็บรักษาที่นานกว่าสมุนไพรที่ใช้สารผสมหลายตัว
  • วัตถุดิบและสารออกฤทธิ์ ใช้แนวคิด Retest Date แทน Expiry Date การใช้แนวทางนี้ช่วยลดการสูญเสียวัตถุดิบและช่วยให้ผู้ผลิตวางแผนการสั่งซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ สารสกัดจากพืช (Plant Extract) ที่เก็บในสภาวะแช่เย็น 2-8°C มักมีอายุการใช้งาน 24 ถึง 36 เดือน ขึ้นกับโปรไฟล์ของสารบ่งชี้และระดับสารต้านอนุมูลอิสระ

ปัจจัยที่กำหนดความแตกต่างของอายุการเก็บรักษาประกอบด้วยสามกลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือคุณสมบัติของสารสำคัญ ความเสถียรของโครงสร้างทางเคมี ความไวต่อแสง ความไวต่อออกซิเจน และความไวต่อความชื้น กลุ่มที่สองคือระบบบรรจุภัณฑ์ ประเภทของวัสดุ ความหนาของผนัง คุณสมบัติการกั้นออกซิเจนและความชื้น (Oxygen and Moisture Barrier) และระบบฝา-สลัก กลุ่มที่สามคือสภาวะการจัดเก็บและขนส่ง ผลิตภัณฑ์ที่ขายในประเทศที่มีอุณหภูมิและความชื้นสูง เช่น ASEAN Zone IVb มักได้อายุที่สั้นกว่าผลิตภัณฑ์ที่ขายในยุโรปหรืออเมริกาเหนือ การออกแบบระบบบรรจุภัณฑ์และการเลือกระบบสารกันเสียที่เหมาะสมจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขยายอายุการเก็บรักษา

ข้อมูลความคงตัวสร้างมูลค่าให้ธุรกิจอย่างไร

ข้อมูลความคงตัวที่อิงการทดสอบจริงสร้างมูลค่าทางธุรกิจในห้าด้าน

  1. ด้านแรก คือ การขึ้นทะเบียนกำกับดูแล ทุกหน่วยงานในอาเซียนรวมถึง อย. ของไทย ใช้ข้อมูลความคงตัวเป็นเอกสารบังคับในเอกสารยื่นขึ้นทะเบียน Module 3.2.P.8 ของ Common Technical Document การมีข้อมูลที่อิง ICH Q1A(R2) และ ASEAN Stability Guideline ลดเวลาในการพิจารณาและลดความเสี่ยงเอกสารตีกลับ
  2. ด้านที่สอง คือ ความเชื่อมั่นของพันธมิตรค้าปลีก ห้างค้าปลีก ร้านขายยา และเครือข่ายร้านสะดวกซื้อ ใช้อายุการเก็บรักษาที่ระบุในเอกสารคุณสมบัติผลิตภัณฑ์ (Product Specification Sheet) เป็นเงื่อนไขในการรับซื้อสินค้า ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีข้อมูลรองรับมักถูกต่อรองราคาลง หรือถูกขอให้ลดอายุที่ระบุบนฉลาก
  3. ด้านที่สาม คือ การเข้าถึงตลาดส่งออก การส่งออกไปสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ต้องการข้อมูล Stability ตามมาตรฐาน ICH หรือ ASEAN ผู้นำเข้าในตลาดญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปต้องการข้อมูลที่ละเอียดกว่า ครอบคลุมสภาวะการขนส่ง (Transport Conditions) และการศึกษาความคงตัวระหว่างใช้งาน (In-Use Stability)
  4. ด้านที่สี่ คือ การตัดสินใจปรับสูตรอย่างมีหลักฐาน เมื่อข้อมูลแสดงว่าพารามิเตอร์ใดเป็นจุดอ่อน ทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์สามารถเลือกปรับสูตร ปรับระบบสารกันเสีย หรือเปลี่ยนวัสดุบรรจุภัณฑ์ได้อย่างตรงจุด
  5. ด้านที่ห้า คือ การวางแผนต้นทุนและคลังสินค้า อายุการเก็บรักษาที่กำหนดอย่างถูกต้องช่วยให้การวางแผนการผลิต การจัดเก็บ และการกระจายสินค้ามีประสิทธิภาพ ลดสินค้าค้างสต็อกและลดของเสียจากการเรียกคืน

ในมุมมองระยะยาวของอุตสาหกรรม การมีระบบข้อมูลความคงตัวที่เข้มแข็งคือรากฐานของแนวโน้มสากลในด้านความโปร่งใส (Transparency) ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และการบริโภคอย่างยั่งยืน (Sustainability) ผู้บริโภคและผู้ค้าปลีกในตลาดพรีเมียมเริ่มเรียกร้องข้อมูลที่อิงหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ผู้ผลิตที่มีระบบข้อมูล Stability ที่ครบถ้วนจึงมีข้อได้เปรียบเชิงการแข่งขันที่ยั่งยืนกว่า

บทบาทของ VISBIO ในฐานะ IQAV ที่รับรองข้อมูล

ความน่าเชื่อถือของรายงานอายุการเก็บรักษาขึ้นกับความเป็นอิสระของผู้วิเคราะห์ VISBIO ในฐานะผู้ตรวจสอบอิสระ (Independent Quality Assurance Verifier: IQAV) ทำหน้าที่วิเคราะห์ตัวอย่างที่ได้จากการทดสอบความคงตัวของ TIBD โดยใช้วิธีวิเคราะห์ที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้อง (Validated Method per ICH Q2(R1)) มีระบบเอกสารกำกับทุกขั้นตอน (Traceability) และดำเนินการตามหลักปฏิบัติมาตรฐาน ISO/IEC 17025

ความเป็นอิสระของ VISBIO คือสิ่งที่ผู้นำเข้าต่างประเทศและหน่วยงานกำกับดูแลให้ความสำคัญ ข้อมูลที่ได้จากผู้ผลิตเองมีโอกาสถูกตั้งคำถาม การมี IQAV ที่เป็นบุคคลที่สามทำให้รายงานน่าเชื่อถือและใช้ในการขึ้นทะเบียนหรือการเจรจาการค้าได้อย่างมีน้ำหนัก

ความเชี่ยวชาญของทีมงาน TIBD

ความน่าเชื่อถือของรายงานอายุการเก็บรักษาขึ้นกับความเป็นอิสระของผู้วิเคราะห์ VISBIO ในฐานะผู้ตรวจสอบอิสระ (Independent Quality Assurance Verifier: IQAV) ทำหน้าที่วิเคราะห์ตัวอย่างที่ได้จากการทดสอบความคงตัวของ TIBD โดยใช้วิธีวิเคราะห์ที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้อง (Validated Method per ICH Q2(R1)) มีระบบเอกสารกำกับทุกขั้นตอน (Traceability) และดำเนินการตามหลักปฏิบัติมาตรฐาน ISO/IEC 17025

ความเป็นอิสระของ VISBIO คือสิ่งที่ผู้นำเข้าต่างประเทศและหน่วยงานกำกับดูแลให้ความสำคัญ ข้อมูลที่ได้จากผู้ผลิตเองมีโอกาสถูกตั้งคำถาม การมี IQAV ที่เป็นบุคคลที่สามทำให้รายงานน่าเชื่อถือและใช้ในการขึ้นทะเบียนหรือการเจรจาการค้าได้อย่างมีน้ำหนัก

ผลิตภัณฑ์ของท่านพร้อมขึ้นทะเบียนหรือส่งออกหรือยัง หากต้องการข้อมูลอายุการเก็บรักษาที่อิงมาตรฐาน ICH Q1A(R2) และ ASEAN Stability Guideline ติดต่อ TIBD เพื่อรับการออกแบบโปรโตคอลเฉพาะสำหรับผลิตภัณฑ์ของท่าน ติดต่อ TIBD ได้ที่ คลิก

เอกสารอ้างอิง (References)

สอบถามเกี่ยวกับบริการกำหนดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ (Shelf Life Determination) จากข้อมูลทดสอบความคงตัว

กรอกข้อมูลของคุณในแบบสอบถามด้านล่างเพื่อติดต่อเรา ทางเราจะตอบกลับให้เร็วที่สุด